วันจันทร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2559

Subjunctive Sentence

Subjunctive Sentence คือ ประโยค ที่แสดงความต้องการ ความปรารถนา และเงื่อนไขสมมุติที่ต้องการ จะให้เป็น หรืออาจจะเป็นไปได้ หรือเป็นไปไม่ได้ในปัจจุบันและในอดีต

Subjunctive แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

   1. Present Subjunctive
   2. Past Subjunctive
   3. Past perfect Subjunctive


ซึ่ง Subjective แต่ละประเภทมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1. Present Subjunctive 


Present Subjunctive หมายถึง ประโยคที่แสดงความต้องการ ความจำเป็นและความปรารถนาที่เป็นไปได้ แยกออกเป็น 3 ประการ ได้แก่

1.1. แสดงความต้องการ (Demands or Requests) กริยาที่ใช้ในประโยคนั้นใช้โครงสร้างรูปประโยคดังต่อไปนี้

Subj. + V. + that + Subj. + (should) + infinitive without to

กริยาที่นิยมใช้ในโครงสร้างนี้ได้แก่

   advise (แนะนำ, สั่งสอน)
   ask (ขอร้องว่าควร)
   command (สั่ง)
   demand (that) : ต้องการ, ร้องขอ(ว่า)
   suggest (แนะนำ)
   insist:ยืนกราน, ยืนกรานว่าจะต้อง
   move (that) เสนอ(ว่า)
   order (สั่ง)
   prefer (ชอบมากกว่าที่จะ)
   urge (กระตุ้น)
   propose (เสนอ)
   recommend (แนะนำ)
   request (ขอร้อง)
   require (ต้องการ)
   command that = สั่งว่าต้อง
   decree that = บัญชาว่า
   desire that = ปรารถนาให้เป็นว่า
   maintain that = ยืนยันว่า
   pray that = อ้อนวอนว่า
   request that = ขอร้องว่าควร
   require that = กำหนอว่าต้อง


ตัวอย่าง เช่น

   Mother always insists that I should eat more vegetables
   แม่ผมกำชับ(ย้ำ)อยู่เสมอว่าผมควรทานผักให้มากๆ

   She insisted that I (should) be here at seven o'clock.
   หล่อนได้กำชับ(ย้ำ)ว่าผมควรจะมาที่นี่ตอน 7 โมงเช้า

   I suggested that you(should) come early.
   ผมแนะนำว่าคุณควรจะมาที่นี่แต่เช้า

1.2. แสดงความจำเป็น (Necessities) กริยาที่ใช้ในประโยคนั้นใช้โครงสร้างรูปประโยคดังต่อไปนี้

It is important that + subj. + (should) + infinitive

คำที่ใช้แสดงความจำเป็นส่วนใหญ่จะเป็นคำคุณศัพท์ (Adjective) เช่น necessary, essential, imperative, advisable, significant, necessary, preferable เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่คำเหล่านี้จะให้ความหมายว่า ‘เป็นการจำเป็นที่ว่า, เป็นการสำคัญที่ว่า, เป็นการรีบด่วนที่ว่า’ ตัวอย่างเช่น

   It is advisable that you should go meet the doctor.
   เป็นการสมควรที่ว่าคุณควรจะไปพบแพทย์

   It is essential that you should have your own cellphone.
   เป็นการจำเป็นที่ว่าคุณควรจะมีโทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเอง

   It is crucial that you should speak French with others.
   จำเป็นยิ่งที่ว่าคุณควรจะพูดภาษาฝรั่งเศสกับคนอื่นๆ

   It is better that you should be there early.
   เป็นการดีกว่าที่ว่าคุณควรจะอยู่ที่นั่นก่อนเวลา

   It is desirable that you should deserve that award. 

   เป็นการสมควรที่ว่าคุณควรจะได้รับรางวัลนั้น

1.3. แสดงความปรารถนา (Wishes) ได้แก่ประโยคที่ขึ้นต้นด้วย

It is (my,their, his etc.) wish that + subj. + (should) + infinitive without to

ตัวอย่างเช่น

  It’s my wish that you should get back home now.
  เป็นความปรารถนาของผมว่าคุณควรจะกลับบ้านตอนนี้

2. Past Subjunctive

Past Subjunctive
 หมายถึง ประโยคที่แสดงความปรารถนา ที่ไม่สามารถเกิดขึ้นจริง เป็นไปไม่ได้หรือตรงข้ามกับความเป็นจริงในปัจจุบัน (Present Unreal) คำ ที่แสดง Past Subjunctive ได้แก่ wish, if only, as if, as though ประโยคเหล่านี้ กริยาจะเป็น Past tense สำหรับ verb to be ใช้ were กับทุกบุรุษ ส่วนกริยาช่วย(Modals)ประเภทอื่นๆการใช้มักอยู่ในรูปอดีตเสมอ โดยสามารถแสดงเป็นโครงสร้างได้ดังต่อไปนี้


ประธาน + wish (es) + (that) ประธาน+กริยาช่องที่ 2
If only + (that) ประธาน+กริยาช่องที่ 2

ตัวอย่างเช่น

   I wish I were Big John. (but I am not)
   ผมอยากเป็นบิ๊กจอห์น

   I wish I were a millionaire. (but I am not)
   ผมอยากเป็นมหาเศรษฐี

   He wishes he finished his work. (but he doesn't)
   ผมปรารถนาว่าเขาจะทำงานให้เสร็จ

   I wish I could the one you love. (but I’m not)
   ผมอยากเป็นคนที่คุณรัก

3. Past Perfect Subjunctive 

Past Perfect Subjunctive หมายถึง ประโยคที่แสดงความปรารถนาที่ไม่เกิดขึ้นจริง หรือตรงข้ามกับความเป็นจริงในอดีต (Past Unreal) โดยมีคำบอกเวลาในอดีตปรากฏอยู่ คำที่แสดง Past Perfect Subjunctive ได้แก่ wish, if only, as if, as though เหมือนกับ Past Subjunctive 

พูดง่ายๆก็คือ Past Subjunctive คือ ประโยคที่แสดงความปรารถนา ที่ไม่เกิดขึ้นจริงหรือตรงข้ามกับความเป็นจริงในปัจจุบัน ส่วน Past Perfect Subjunctive คือ ประโยคที่แสดงความปรารถนาที่ไม่เกิดขึ้นจริง หรือตรงข้ามกับความเป็นจริงในอดีต (Past Unreal) ส่วนคำแสดงในประโยคส่วนแรกเราจะใช้เหมือนกันคือ wish, if only, as if, as though แต่ต่างกันตรงที่ ประโยคที่ตามหลังคำเหล่านี้ในประโยคที่ใช้โครงสร้าง Past Perfect Subjunctive กริยาจะเป็น past perfect tense (had+V.3) ส่วน Past Subjunctive จะเป็นกริยาช่อง 2 ซะส่วนใหญ่ เอาหล่ะครับเดี๋ยวเรามาดูโครงสร้าง Past Perfect Subjunctive และตัวอย่างรูปประโยคที่ใช้โครงสร้างนี้กันเลย

โครงสร้างในการใช้ wish, if only มีดังต่อไปนี้

ประธาน + wish (es) + (that) ประธาน+ had + V.3
If only + (that) ประธาน+had+V.3

ตัวอย่าง

   I wish she had gone to the party last night. (but she didn't)
   ผมอยากให้เธอไปที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้ (แต่หล่อนไม่)

   He wished he had been here yesterday. (but he didn't)
   เขาปรารถนาที่จะอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ (แต่เขาไม่)

หมายเหตุ นอกจาก wish, if only, as if, as though จะใช้แสดง Past Subjunctive และ Past perfect Subjunctive แล้วยังมีวลีและคำอื่น ๆ ที่ใช้ในลักษณะเดียวกันอีกได้แก่

   it's time = ถึงเวลาแล้ว
   would rather = อยากจะ...มากกว่า
   it's high time = สมควรแก่เวลาแล้ว
   would sooner = อยากจะ...มากกว่า
   it's about time = จวนจะได้เวลา
   supposed (that) = สมมติว่า

ตัวอย่าง เช่น

   It is time students had breakfast.
   It's about time the class began.
   It’s high time Big John gave up smoking
สำหรับหลักการใช้ Wish นั้นขออธิบายไปตามลำดับโดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

1.wish จะใช้แสดงความปรารถนาในปัจจุบัน อดีตและอนาคตโดย ใช้โครงสร้าง to wish (that) + noun clause ซึ่งประโยคที่ใช้ตามหลัง wish นั้นเป็นประโยคแสดงสิ่งที่ปรารถนาซึ่งตรงข้ามกับความเป็นจริง หรือปรารถนาในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ซึ่งมีวิธีใช้ ดังนี้

1.1 ความปรารถนาในปัจจุบัน สามารถแสดงเป็นโครงสร้างได้ดังต่อไปนี้

S.+ wish + Past Simple Tense[S.+V.2] (wish = If only ซึ่งใช้แทนกันได้)
 
If only

ตัวอย่างเช่น

   - Do you wish you lived in America now?
   - I wish I could speak German.
   - We wish we weren't so tired.

ประโยคทั้ง 3 ข้างต้นนี้ ความเป็นจริงมิได้เป็นอย่างที่ปรารถนา เมื่อเรานึกถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เราใช้ "I'm sorry" หรือ "It's a pity" แสดงความจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เราใช้ I'm sorry หรือ It's a pity + Present Simple Tense

   - Do you wish you lived in America now? (ความปรารถนาในปัจจุบัน)
    (=Are you sorry / Is it a pity you don't live in America now? - ความจริงในปัจจุบัน)

   - I wish I could speak German. (ความปรารถนาในปัจจุบัน)
    (= I'm sorry/ It's a pity I can't speak German. -- ความจริงในปัจจุบัน)

   - We wish we weren't so tired. (ความปรารถนาในปัจจุบัน)
    (= I'm sorry / It's a pity we are so tired. --- ความจริงในปัจจุบัน)

ดังนั้นการใช้ wish ต้องดูว่าเป็นความปรารถนาในปัจจุบัน อดีต หรืออนาคต

1.2 ความปรารถนาในอนาคต สามารถแสดงเป็นโครงสร้างได้ดังต่อไปนี้

S. + wish + S + would หรือ Modal verbs ตัวอื่นๆที่อยู่ในรูปอดีต(แต่ใช้กับเหตุการณ์ในอนาคต) + V1
หรือ If only + S + would หรือ Modal verbs ตัวอื่นๆที่อยู่ในรูปอดีต(แต่ใช้กับเหตุการณ์ในอนาคต) + V1

ตัวอย่างเช่น

   - I wish I could go there with Big John next week. (ถ้าประธานเป็นคนเดียวกัน ใช้ could)
    (If only I could go with Big John next week.)

   - I wish Jane would come to my wedding ceremony tomorrow evening.
     (= It's a pity Jane won't come.)

   - He wishes he could fix this cell phone.
     (=It's a pity he can't fix this cell phone.)

   - She wishes I would go abroad with her.
    (=I'm sorry I won't go abroad with her.)

3.3 ความปรารถนาในอดีต

S. + wish + Past Perfect Tense[S.+had+V.3] หรือ
If only + Past Perfect Tense[S.+had+V.3]

เป็นการใช้ wish ในการแสดงความปรารถนาสิ่งที่ไม่อาจเป็นจริงขึ้นมาได้ และตรงข้ามกับความเป็นจริงในอดีต

ตัวอย่างเช่น

   - I wish you had been here yesterday. ฉันปรารถนาว่าคุณอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้
     (= It's a pity you weren't here yesterday.) ความเป็นจริงคือเมื่อวานคุณไม่ได้อยู่ที่นี่

   - I wish it hadn't rained heavily yesterday. ความปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต
    (=It's a pity it rained heavily yesterday. ความจริงในอดีต)

   - I wish I had worked harder last semester. ความปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต
    (= It's a pity I didn't work harder last semester. ความเป็นจริงในอดีต)

   - If only the weather had been better yesterday. ความปรารถนาในอดีต
    (=It's a pity the weather wasn't better yesterday. ความเป็นจริงในอดีต)

2.wish ที่ให้ความหมายเช่นเดียวกับคำว่า want (ต้องการ,ปรารถนา) จะต้องใช้โครงสร้าง

Subj. + wish + (object) + to + infinitive

ตัวอย่างเช่น

   He wishes to be an engineer.
   เขาปรารถนาที่จะเป็นวิศวกร

   She wished him to come here.
   เธอปรารถนาให้เขามาที่นี่ 


สำหรับลักษณะการใช้ Wish นั้นมีดังต่อไปนี้

1.การใช้ Wish ที่ให้ความหมายว่า ‘ปรารถนาดีหรือต้องการ’ มีการใช้อยู่ 2 ลักษณะดังนี้

1.1 to wish (someone) to do something สามารถแสดงเป็นโครงสร้างได้ดังต่อไปนี้

   S. + wish + to + V1
 

เป็นความปรารถนาหรือต้องการ ทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นไปได้ ตัวอย่างเช่น

   - We wish to book some seats for the concert.
   - Do you wish to sit here, sir?
   - She wishes to go to the party.

1.2. to wish someone something สามารถแสดงเป็นโครงสร้างได้ดังต่อไปนี้
 

   S.+wish + Noun + Noun

เป็นความปรารถนาให้ผู้อื่น ได้รับความสุขสำเร็จหรือสิ่งที่ดีงาม ตัวอย่างเช่น

   - We wish him all the best.
   - I wish you a Happy New Year.
   - I wish you success and happiness.
   - I wish you a Merry Christmas.
   - I wish you the very best of luck.

การใช้งาน IF – Clauses ในแบบต่างๆ

Conditional sentences หรือที่หลายคนรู้จักในนาม if-clause คือ ประโยคเงื่อนไข ประกอบด้วยประโยคย่อย สองประโยค ประโยคหนึ่งขึ้นต้นด้วยคำว่า If กับอีกประโยคหนึ่งมีหน้าตาเหมือนประโยคสมบูรณ์ทั่วไป สังเกตว่า ประโยคสองประโยคนี้สลับที่กันได้ จะยกประโยคไหนขึ้นต้นก็ได้ แล้วแต่การเน้นและความหมาย
1. ZERO Conditional Sentences
วิธีใช้: ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นความจริง
Zero conditional sentences ใช้สำหรับพูดถึงความจริงทั่วไป โดยใช้ present simple ในประโยคทั้งสองประโยค (ประโยคหนึ่งจะอยู่ในรูปของ if-clause ส่วนอีกประโยคจะอยู่ในรูปของ main-clause ค่ะ)
  • If + present simple, …. present simple. (คนไทยมักจะเขียนว่า If + subject + V1, subject + V1)
ประโยคแบบ zero conditional sentences ใช้พูดถึงกรณีที่ถ้าเกิดสิ่งหนึ่ง ต้องเกิดอีกสิ่งหนึ่งเสมอ เช่น If water reaches100 degrees, it boils. เมื่ออุณหภูมิน้ำสูงเท่ากับ 100 องศาเซลเซียส น้ำจะเดือดเสมอ หรือ If I eat peanuts, I am sick. ถ้าฉันกินถั่วลิสงฉันจะแพ้ ซึ่งประโยคลักษณะนี้ เราจะใช้คำว่า when (เมื่อ) แทน if ก็ได้
ตัวอย่างเพิ่มเติม
  • If people eat too much, they get fat. ถ้ากินมากจะอ้วน
  • If you touch a fire, you get burned. ถ้าแตะไฟก็จะโดนลวก
  • People die if they don’t eat. คนเราจะตายถ้าไม่กินอาหาร
  • You get water if you mix hydrogen and oxygen. ถ้ารวมไฮโดรเจนกับอ๊อกซิเจนจะได้น้ำ
  • Snakes bite if they are scared. งูจะกัดเวลารู้สึกกลัว
  • If babies are hungry, they cry. ทารกจะร้องไห้ถ้ารู้สึกหิว
Zero conditional sentences จะใช้พูดถึงเรื่องจริงทั่วๆไป แต่ conditional sentences แบบต่อไปจะพูดถึงเหตุการณ์เฉพาะค่ะ

2. FIRST Conditional Sentences
วิธีใช้ ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน
First conditional sentences ใช้สำหรับพูดว่าถ้าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น อีกสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้น โดยใช้ If + present simple แล้วตามด้วย future simple
  • if + present simple, … will + infinitive (คนไทยมักจะเขียนว่า If + subject + V1, subject + will/be going to + V1)
ใช้พูดถึงเหตุการณ์เฉพาะซึ่งอาจเป็นไปได้ หรือผู้พูดคิดว่าจะเกิดขึ้น เช่น
  • If it rains, I won’t go to the park. ถ้าฝนตก ฉันจะไม่ไปสวนสาธารณะ
  • If I study today, I‘ll go to the party tonight. ถ้าวันนี้ฉันอ่านหนังสือ คืนนี้จะไปปาร์ตี้
  • If I have enough money, I‘ll buy some new shoes. ถ้ามีเงินพอ ฉันจะซื้อรองเท้าใหม่
  • She‘ll be late if the train is delayed. เธอจะไปสายถ้ารถไฟมาช้า
  • She‘ll miss the bus if she doesn’t leave soon. เธอจะไม่ทันรถเมล์ถ้าไม่ออกจากบ้านตอนนี้
  • If I see her, I‘ll tell her. ถ้าพบเขาฉันจะบอกเขา
Zero conditional กับ first conditional ต่างกันตรงที่ใช้กับสถานการณ์คนละประเภทดังได้กล่าวไปแล้ว ดูตัวอย่างชัดๆอีกทีนะคะ

Zero conditional: If you sit in the sun, you get burned. (ใครก็ตามที่) นั่งตากแดดจะผิวไหม้
First conditional: If you sit in the sun, you’ll get burned. ถ้าเธอนั่งตากแดดผิวเธอจะไหม้นะ

3. SECOND Conditional Sentences
วิธีใช้ ใช้กับเหตุการณ์ที่ตรงข้ามความจริงในปัจจุบัน หรือ อนาคต
First conditional ใช้พูดถึงสิ่งที่ผู้พูดคาดคะเนว่าจะเกิดขึ้น แต่ Second conditional จะใช้พูดถึงสิ่งที่ผู้พูดคิดว่าไม่น่าจะเกิดขึ้น เช่น
First conditional: If she studies harder, she’ll pass the exam. ถ้าเธอตั้งใจเรียนมากขึ้นเธอจะสอบผ่าน (คิดว่าเป็นไปได้)
Second conditional: If she studied harder, she would pass the exam. ถ้าเธอตั้งใจเรียนมากขึ้นเธอคงสอบผ่าน (แต่ผู้พูดไม่คิดว่าจะเป็นไปได้ คือ คิดว่าเธอคงไม่ตั้งใจมากขึ้น และเธอคงสอบไม่ผ่าน)
ประโยคแบบ second conditional นี้ใช้ If + past simple คู่กับ would + infinitive ค่ะ
  • if + past simple, …would + infinitive
(สังเกต ว่าอนุประโยคที่ต่อหลัง if ถ้าคำกิริยาเป็น verb to be จะใช้ were ได้กับประธานทุกตัว เช่น If I were you… ถ้าฉันเป็นเธอ… แต่จะใช้ was ตรงตามประธานก็ได้ค่ะ)
วิธีใช้
– ใช้พูดถึงความใฝ่ฝันว่าอยากให้เกิดขึ้นในอนาคตแต่อาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ เช่น
  • If I won the lottery, I would buy a big house. ถ้าถูกล็อตเตอรี่จะซื้อบ้านหลังใหญ่ (ซึ่งคิดว่าคงไม่ถูกล็อตเตอรี่หรอก)
  • If I met the Queen of England, I would say hello. ถ้าได้พบราชีนีอังกฤษฉันจะกล่าวสวัสดี
  • She would travel all over the world if she were rich. เขาจะเที่ยวรอบโลกถ้ามีเงินมากๆ
  • She would pass the exam if she ever studied. เธอคงจะสอบผ่านหรอกถ้าเธอได้เคยอ่านหนังสือบ้าง (ซึ่งจริงๆไม้อ่านเลย)

– ใช้พูดถึงเหตการณ์ในปัจจุบันที่เป็นไปไม่ได้เลย ไม่จริงเลย เช่น

  • If I had his number, I would call him. ถ้ามีเบอร์เขาฉันจะโทรหาเขา (แต่จริงๆฉันไม่มีเบอร์เขา)
  • If I were you, I wouldn’t go out with that man. ถ้าฉันเป็นเธอฉันจะไม่ไปเที่ยวกับเขา

ประโยค second conditional ต่างกับ first conditional ตรงที่แบบนี้มีความเป็นไปได้น้อยมาก เช่น

Second conditional: If I had enough money I would buy a house with twenty bedrooms and a swimming pool. ถ้ามีเงินพอฉันจะซื้อบ้านที่มีห้องยี่สิบห้องกับสระว่ายน้ำ (ซึ่งคงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว เป็นแค่ฝัน)

First conditional: If I have enough money, I’ll buy some new shoes. ถ้ามีเงินพอฉันจะซื้อรองเท้าใหม่ (มีความเป็นไปได้มากกว่ามาก)

4. THIRD Conditional Sentences
วิธีใช้ ใช้กับเหตุการณ์ที่ตรงข้ามความจริงในอดีต
ประโยค conditional แบบสุดท้ายใช้ If + past perfect (subject + had + V3) คู่กับ would have + V3 ค่ะ
  • if + past perfect, …would + have + past participle
ประโยคแบบนี้ใช้พูดเกี่ยวกับอดีตที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ว่าถ้าเกิดขึ้นแล้วจะเป็นอย่างไร
  • If she had studied, she would have passed the exam. ถ้าเขาอ่านหนังสือ เขาคงสอบผ่านไปแล้ว (ซึ่งจริงๆผู้พูดรู้ว่าไม่ได้อ่านและสอบตก)
  • If I hadn’t eaten so much, I wouldn’t have felt sick. ถ้ากินไม่มากฉันคงไม่ป่วย (แต่จริงๆฉันกินเยอะ จึงป่วย)
  • If we had taken a taxi, we wouldn’t have missed the plane. ถ้าเราขึ้นแท็กซี่มาเราคงไม่ตกเครื่องบิน
  • She wouldn’t have been tired if she had gone to bed earlier. เธอจะไม่เพลียถ้าเข้านอนเร็วกว่านี้
  • She would have become a teacher if she had gone to university. เธอคงจะเป็นครูถ้าเธอเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย
  • He would have been on time for the interview if he had left the house at nine. เขาคงมาสัมภาษณ์ทันเวลาถ้าออกจากบ้านตอนเก้าโมง

5. MIXED Conditional Sentences
นอก จากนั้นยังมีการนำ conditional sentences สองแบบมาผสมกันอีกด้วยค่ะ โดยมากใช้เวลาพูดถึงสิ่งที่ไม่เป็นความจริงในอดีตที่มีความสัมพันธ์กับ ปัจจุบัน เช่น
  • She would be a rich widow now if she’d married him. เธอคงจะได้เป็นแม่หม้ายเศรษฐีไปแล้วถ้าเธอแต่งงานกับเขา (ตอนนั้นไม่แต่งกับเขา ตอนนี้เลยไม่ได้เป็นแม่หม้ายเศรษฐี)
  • If I’d studied law, I’d be an attorney now. ถ้าตอนนั้นเรียนนิติตอนนี้ฉันก็คงจะเป็นทนายความแล้ว

QUESTION TAG

QUESTION TAG คือ รูปประโยคคำถามย่อๆที่ถูกนำมาต่อท้ายประโยคบอกเล่า เพื่อให้ประโยคนั้นกลายเป็นประโยคคำถาม หรือเพื่อให้ผู้ฟังได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น ซึ่ง QUESTION TAG นี้จะใช้ในภาษาพูดเท่านั้น

*** ถ้าประโยคหลักเป็นประโยคบอกเล่า (Affirmative Sentence) ส่วนของ Tag จะต้องเป็นประโยคปฏิเสธ (Negative Sentence)

*** ถ้าประโยคหลักเป็นประโยคปฏิเสธ (Negative Sentence) ส่วนของ Tag จะต้องเป็นประโยคบอกเล่า (Affirmative Sentence)


หลักการสร้าง Question tag มีดังต่อไปนี้
1. ประโยคบอกเล่าที่มีกริยาช่วย ( to be, V. to have, V. to do, will, would, shall, should, may, might, can, could) ให้ใช้กริยาช่วยเหล่านั้นมาทำเป็น Question tag ได้เลย เช่น
  • Jack is from Spain, isn’t he?
  • Mary can speak English, can’t she?
  • He shouldn’t say things like that, should he?
  • They aren’t funny, are they?
2. ถ้าประโยคหลักอยู่ในรูปของ present simple (รูปประโยค ประธาน + กริยาช่อง 1)ให้ใช้ do, does เข้ามาช่วยในการสร้างส่วนของ Tag เช่น
  • She loves shopping, doesn’t she?
  • They have a lot of friends, don’t they? (have ในประโยคไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกริยาช่วยแต่ทำหน้าที่เป็นกริยาแท้ แปลว่า มี)
3. ถ้าประโยคหลักอยู่ในรูปของ past simple (รูปประโยค ประธาน + กริยาช่อง 2) ให้ใช้ did เข้ามาช่วยในการสร้างส่วนของ Tag เช่น
  • You killed her, didn’t you?
  • He ate the banana, didn’t he?
4. ถ้าประโยคหลักใช้ I’m ส่วนของ Tag ต้องใช้ aren’t I? แต่ถ้าประโยคหลักใช้ I’m not ส่วนของ Tag ต้องใช้ am I? เช่น
  • am attractive, aren’t I?
  • am not the last one, am I?
5. ถ้าประโยคที่มี This is, That is อยู่ในประโยคหลัก ส่วนของ Tag จะต้องใช้เป็น Isn’t it? หรือ Is it? (ขึ้นอยู่ว่าประโยคหลักอยู่ในรูปบอกเล่าหรือปฏิเสธ) เช่น
  • This is my friend, isn’t it?
  • That is a book, isn’t it?
6. ถ้าประโยคที่มี These are, Those  are อยู่ในประโยคหลัก ส่วนของ Tag จะต้องใช้เป็น aren’t  they? หรือ are they? (ขึ้นอยู่ว่าประโยคหลักอยู่ในรูปบอกเล่าหรือปฏิเสธ) เช่น
  • These are pens, aren’t they?
  • Those are not your shoes, are they?
7. ถ้าประโยคหลักเป็นประโยคคำสั่ง(แต่ไม่ใช่ในเชิงปฏิเสธหรือประโยคคำสั่งที่ไม่มี not) ส่วนของ Tag จะเป็น will you? หรือ won’t you? ก็ได้ เช่น
  • Stop daydreaming, will / won’t you?
  • Be quiet, will / won’t you?
8. ถ้าประโยคหลักเป็นประโยคคำสั่ง(ในเชิงปฏิเสธหรือประโยคคำสั่งที่มี not) ส่วนของ Tag จะเป็นต้องเป็น will you? เช่น
  • Don’t stop running, will you?
*** อาจจำไปเลยก็ได้ครับว่าถ้าประโยคหลักเป็นประโยคคำสั่ง ส่วนของ Tag จะเป็น will you?
9. ถ้าประโยคหลักมี Let’s (Let us) ส่วนของ Tag จะต้องเป็น shall we? แต่ถ้าประโยคหลักมี Let+Objective+V.1 ส่วนของ Tag จะต้องเป็น will you?เช่น
  • Let’s go, shall we?
  • Let it go, will you?
การตอบคำถามประโยค Question tag
การตอบคำถามของประโยค Question tag นั้นเราจะใช้ Yes และ No เข้ามาช่วยในการตอบคำถาม
  • ถ้าประโยคหลักเป็นประโยคบอกเล่า
  • จะตอบ Yes เมื่อเราเห็นด้วยกับประโยคหลัก
  • จะตอบ No เมื่อเราไม่เห็นด้วยกับประโยคหลัก
เช่น He can speak Thai, can’t he? (เขาพูดภาษาไทยได้,ใช่ไหม)
Yes, he can. (ใช่ เขาพูดภาษาไทยได้)
No, he can’t. (ไม่ เขาพูดภาษาไทยไม่ได้)
  • ถ้าประโยคหลักเป็นประโยคปฏิเสธ
  • จะตอบ No เมื่อเราเห็นด้วยกับประโยคหลัก
  • จะตอบ Yes เมื่อเราไม่เห็นด้วยกับประโยคหลัก
เช่น You don’t like dog, do you? (คุณไม่ชอบสุนัข,ใช่ไหม)
No, I don’t. (ใช่ ฉันไม่ชอบสุนัข)
Yes, I do. (ไม่นะ ฉันชอบสุนัข)

Subject and Verb Agreement

Subject and Verb Agreement

       ในประโยคภาษาอังกฤษ การใช้ประธานของประโยค (Subject) และการใช้คำกริยาในประโยค (Verb) จะต้องสอดคล้องกัน กล่าวคือ ถ้าประธานเป็นเอกพจน์ กริยาต้องเป็นเอกพจน์เช่นเดียวกัน แต่ถ้าประธานเป็นพหูพจน์ กริยาต้องเป็นพหูพจน์ด้วย
เช่น     government, committee เป็นได้ทั้งเอกพจน์ และพหูพจน์ ซึ่งขึ้นอยู่กับการใช้
           furniture, money เป็นคำนามนับไม่ได้ ดังนั้น จึงเป็นคำนามเอกพจน์
           police, people เป็นคำนามพหูพจน์

       หลักการใช้กริยาให้สอดคล้องกับประธาน


          1. ประธานเป็นเอกพจน์ กริยาเป็นเอกพจน์ ประธานเป็นพหูพจน์ กริยาเป็นพหูพจน์

          เช่น       Jane lives in China.
                       These children live in France.

          2. กรณีที่มีประธาน 2 ตัว เชื่อมด้วย “and” โดยปกติถือเป็นพหูพจน์ กริยาจึงอยู่ในรูปพหูพจน์
                  เช่น       Jean and David are moving back to Australia.

         3. กรณีที่มีประธาน 2 ตัว เชื่อมด้วย “and” แต่นำมาใช้โดยคิดเป็นหน่วยเดียวกัน ใช้กริยาเป็นเอกพจน์
                  เช่น       Bread and butter has been my breakfast for years.
                                Rice and curry is my daughter's favorite food.
         ** แต่ถ้าผู้พูดคิดว่าแยกกัน ก็จะมีความหมายเป็นพหูพจน์
                 เช่น       Rice and curry are what we have for lunch today.

         4. ประธานที่มีคำนามมากกว่า 1 และเชื่อมด้วย “and” หากเป็นคนหรือสิ่งเดียวกัน จะมี article ที่ประธานตัวหน้าแห่งเดียวเท่านั้น
                 เช่น       The manager and owner of this restaurant is my friend.       
                              (manager and owner = คนเดียวกัน แต่มี 2 ตำแหน่ง)
                               The black and white cat under the table is my cat.
                              (black and white cat = แมวตัวเดียว แต่มี 2 สี)
            ** ระวัง!!! หากเป็นคนละคนกันจะมี article ที่หน้าคำนามทั้งสอง
                 เช่น       The manager and the owner of this restaurant are my friends.
                             (manager and owner = คน 2 คน คนหนึ่งเป็นผู้จัดการ อีกคนหนึ่งเป็นเจ้าของ)
                               The black and the white cat under the table are my cats.
                             (black cat and white cat = แมว 2 ตัว ตัวหนึ่งสีดำ อีกตัวหนึ่งสีขาว )
        5. ประธานที่มีวลี หรือคำขยายต่อไปนี้ต่อท้าย จะใช้กริยาที่เป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์นั้น จะต้องยึดเอาประธาน / คำนามที่อยู่ข้างหน้าเป็นหลัก
                                accompanied by (พร้อมด้วย)              along with (พร้อมด้วย)        
                                as well as (เช่นเดียวกับ)                     besides (นอกจาก)          
                                but (ยกเว้น)                                      except (ยกเว้น)    
                                excluding (ไม่นับ)                               in addition to (นอกจาก)
                                in company with (พร้อมด้วย)                including (รวมทั้ง)
                  เช่น       Some people including my brother find cricket boring.
                               John together with his colleagues has agreed to work late tonight.

       6. ประโยคหรือวลีที่ขยายประธาน ไม่มีผลต่อการใช้กริยาของประธาน
                เช่น       John, with all his players, was on the field.
                              Mr. Clark, like our other neighbors, is very helpful.

        7. คำต่อไปนี้ถือเป็นเอกพจน์ เมื่อมาเป็นประธานของประโยค ต้องใช้กริยาเอกพจน์เสมอ ได้แก่
                      anybody                      everybody                    someone
                      anyone                        everyone                       somebody
                      anything                      everything                    something
                      anywhere                    everywhere                   somewhere
                      each + singular N.       either + singular N.      neither + singular N.
                      each of + Plural N.      either of + Plural N.     neither of + plural N.
          เช่น       Is there anybody here who could speak Japanese?
                       Each of the lessons takes an hour.
                       Somebody is in the room.

       8. ประธานซึ่งเชื่อมด้วยคำต่อไปนี้ กริยาถือตามประธานตัวหลัง
                          or                                 neither... nor
                          either....or                      not only......but also
           เช่น       Neither the Priminister nor his representatives are to attend the meeting.
                         Either the teachers or the principal is to blame for the accident.
                          Not only Jim but also his friends are coming to the party tonight.
              ** หมายเหตุ ในกรณีประธาน 2 ตัว นิยมเอาประธานที่เป็นพหูพจน์ไว้ข้างหลังมากกว่า

       9. คำ Indefinite Pronouns ต่อไปนี้ถ้าใช้แทนคำนามนับได้ ถือเป็นพหูพจน์เสมอ
                        all                     both                  (a) few
                        many                 severa               some
              เช่น      All were ready to leave the party by midnight.
                          Few were in the audience to see the horrible play.
                          Many were invited to the lunch but only twelve showed up.

        10. การใช้วลีบอกปริมาณ
                 10.1  วลีบอกปริมาณต่อไปนี้ถ้าตามด้วยนามเอกพจน์ต้องใช้ กริยาต้องใช้เอกพจน์ ถ้าตามด้วยนามพหูพจน์กริยาต้องใช้พหูพจน์
                             a lot of plenty of              most of some of
                             lots of                            all of
                             none of                          percent of
              เช่น       I think a lot of English wine is too sweet.
                            A lot of people are in the room.
                            Some of my jewelry is missing.

                 10.2  วลีบอกปริมาณต่อไปนี้ใช้กับคำนามนับได้ที่เป็นพหูพจน์ และกริยาก็ต้องเป็นพหูพจน์ตามด้วย ซึ่งได้แก่คำว่า
                               a number of                                many
                               a large number of                        a good many
                               a great number of                        a great many
               เช่น      A number of students are playing football.
                           A large number of tourists get lost because of that sign.
                         There are still a large number of problems to be solved.

           11. วลีบอกปริมาณต่อไปนี้ เมื่อใช้กับนามนับไม่ได้ กริยาต้องใช้รูปเอกพจน์ตลอดไป
                            much                             a large number of
                            a great deal of                 a large amount of
                            a good deal of                 a large quantity of
                 เช่น       A large amount of money was stolen from the bank.
                             The number of students in the class is limited to twenty.

        12. ประโยคที่มี who, which, that เป็น Relative Pronoun กริยาของ Relative Pronoun จะใช้รูปของเอกพจน์หรือพหูพจน์ให้ถือเอาตามคำที่มันแทนซึ่งอยู่ข้างหน้า who, which, that
                  เช่น       He is one of my friends who are millionaires.
                              (who = my friends)
                              That girl who wears pink dress is my younger sister.
                              (who = girl)

         13. ประธานที่ขึ้นต้นด้วย Infinitive Phrase (วลีที่นำหน้าด้วย to) หรือ gerund (ing) ถือว่าเป็นเอกพจน์ กริยาต้องเป็นรูปเอกพจน์
                   เช่น       To see is to believe.
                                 Winning the national championship is her most important achievement.

            14. จำนวนเงินหรือมาตราต่างๆ ถือเป็นเอกพจน์
                  เช่น       Twenty thousand bahts is too high for this camera.
                                Two hundred miles is a long way.

             15. เศษส่วนของคำนามพหูพจน์ ใช้กริยาเป็นพหูพจน์ เศษส่วนของคำนามเอกพจน์ ใช้กริยาเป็นเอกพจน์
                   เช่น       Two-thirds of the boys are absent.
                                 Two-thirds of the wall has been painted.

             16. ชื่อหนังสือหรือบทความเป็นเอกพจน์
                  เช่น       Gulliver's travels was written by Swift.

Tenses

Tense ใหญ่ มี 3 Tenses


1. Present Tense เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
2. Past Tense เป็นเรื่องราวในอดีต
3. Future Tense เป็นเรื่องราวในอนาคต

Tense ใหญ่ แยกออกเป็น 4 Tense ย่อย รวมเป็น 12 Tense ดังนี้

1. Present Tense เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

 1.1 Presenst Simple บอกข้อเท็จจริงทั่วไป
I eat rice everyday. ฉันกินข้าวทุกวัน

1.2 Present Continuous บอกเหตุการณ์ที่กำลังกระทำขณะนี้
I am eating rice. ฉันกำลังกินข้าว

1.3 Present Perfect บอกเหุตการณ์ที่ได้ทำเสร็จแล้วขณะพูด หรือ เหตุการณ์ที่กระทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันนี้
I have eaten rice. ผมกินข้าวแล้ว (กินอิ่มมาแล้ว)
I have eaten rice for 20 minutes. ผมกินข้าวแล้วเป็นเวลา 20 นาที (ตอนนี้ก็กินอยู่)

1.4 Present Perfect Continuous บอกเหตุการณ์ที่ทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน คล้ายกับ Present Perfect แต่ตัวนี้เป็นการเน้นว่าทำแบบไม่หยุดเลย
I have been eating rice for 1 hour. ผมกินข้าว (แบบไม่พูดคุยหรือลุกไปไหนเลย)เป็นเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว

2. Past Tense เป็นเรื่องราวในอดีต

2.1 Past Simple บอกว่าได้ทำอะไร เมื่อไหร่ในอดีต
I ate rice yesterday. ฉันกินข้าวเมื่อวาน

2.2 Past Continuous บอกเหตุการณ์ที่กำลังกระทำอยู่ในอดีต
I was eating rice when my dad came. ฉันกำลังกินข้าวอยู่ เมื่อพ่อมาถึง

2.3 Past Perfect บอกเหุตการณ์ที่ได้ทำเสร็จแล้วในอดีต
I had eaten rice when my dad came. ผมกินข้าวเสร็จแล้ว เมื่อพ่อมาถึง

2.4 Past Perfect Continuous บอกเหตุการณ์ที่ทำต่อเนื่องมาจนถึง ณ เวลาหนึ่งในอดีต
I had been eating rice for 1 hour when my dad came. ผมกินข้าวเป็นเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว เมื่อพ่อมาถึง

3. Future Tense เป็นเรื่องราวในอนาคต

3.1 Future Simple บอกว่าจะทำอะไร ในอนาคต
I will eat rice tomorrow. ฉันจะกินข้าวพรุ่งนี้

3.2 Future Continuous บอกเหตุการณ์ที่จะกระทำอยู่ ณ ช่วงเวลาหนึ่งในอนาคต
At nine o’clock tomorrow, I will be eating rice. เก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้ ฉันจะกำลังกินข้าวอยู่นะ (ห้ามโทรมา ห้ามมาเรียก)

3.3 Future Perfect บอกเหุตการณ์ที่จะทำเสร็จแล้วในอนาคต
At nine o’clock tomorrow, I will have  eaten rice. เก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้ ผมกินข้าวเสร็จแล้วนะ (โทรมาได้ เพราะว่างแล้ว)

3.4 Future Perfect Continuous บอกเหตุการณ์ที่ทำต่อเนื่องมาจนถึง ณ เวลาหนึ่งในอนาคต
At nine o’clock tommorrow, I will have been eating rice for 1 hour. เก้าโมงเช้าวันพรุ่งนี้ ผมจะกินข้าวแล้วเป็นเวลา 1 ชั่วโมงแล้ว (บอกให้รู้เฉยๆว่าฉันจะกินข้าวนานแค่ไหน)